Welcome to my blog, hope you enjoy reading
RSS

ปริมาณแคลอรี่ของคนที่ใช้พลังงานแบบต่าง ๆ

1. คนที่ใช้พลังงานน้อย คือ คนที่อยู่บ้านเฉย ๆ ทำงานบ้านแบบเบา ๆ นั่งทำงานอยู่กับที่ หรือคนที่ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกายมากนัก ความต้องการพลังงานจึงค่อนข้างต่ำ ประมาณ 1,400 -1,600 กิโลแคลอรี่ ต่อวันแต่ถ้าต้องการลดน้ำหนัก ควรได้รับปริมาณแคลอรี่ 1,000 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน

อาหารที่ควรรับประทานคือ
อาหารช่วยเร่งการเผาผลาญ ได้แก่ พริกไทย กระเทียม ชาเขียว ถั่วเมล็ดแห้ง ผักสดต่างๆ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

อาหารที่ช่วยเสิมสร้างกระดูก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากนมสดไขมันต่ำ ปลาเล็กปลาน้อยที่ทานได้ทั้งตัว งาดำ ถั่วพู ตำลึง

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง หรือรับประทานให้น้อยที่สุด ได้แก่ เนื้อสัตว์ติดมัน หนังเป็ด หนังไก่ หนังหมู อาหารมันทุกชนิด เช่น ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ข้าวพัด อาหารทะเล แกงกะทิ เค้ก คุกกี้ ไอศครีม

2. คนที่ใช้พลังงานปานกลาง คือ คนที่ทำงานออฟฟิศ หรือนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน นักศึกษา แพทย์ ข้าราชการ อาจารย์ ซึ่งมักจะใช้สมอง มากกว่าแรงงาน ความต้องการพลังงานอยู่ในระดับปานกลาง ประมาณ 1,600 -1,800 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน แต่ถ้าต้องการลดน้ำหนัก ควรได้รับปริมาณแคลอรี่ 1,200 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน

อาหารที่ควรรับประทานคือ
อาหารที่ช่วยบำรุงสมอง ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ต ถั่วเมล็ดแห้ง น้ำมันปลา

อาหารที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย ได้แก่ ผลไม้รสเปรี้ยว ผลไม้ตระกูลส้ม ผักสีเขียว สีแดง สีม่วง สีส้ม

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง คือ อาหารที่เพิ่มความเครียด ได้แก่ ช็อกโกแลต กาแฟ แอลกอฮอล์ ขนมรสหวานจัด น้ำหวาน น้ำอัดลม อาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง

3. คนที่ใช้พลังงานค่อนข้างมาก คือ คนที่ีทำงานเคลื่อนไหวร่างกายเกือบตลอดเวลา หรือคนที่ออกกำลังกาย 5-7 วันต่อสัปดาห์

อาหารที่ควรรับประทานคือ
อาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย ได้แก่ เนื้อปลา เนื้อหมู เนื้อไก่ที่ไม่ติดมัน ผักใบเขียว ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง ส้ม ธัญพืชต่างๆ นมสดไขมันต่ำ

อาหารที่มีโพแทสเซียมสูง ได้แก่ กล้วย มันฝรั่ง น้ำผลไม้ ไข่ นมไขมันต่ำ เนื้อสัตว์ เมล็ดทานตะวัน

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง อาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง

4. คนที่ใช้พลังงานมาก คือ คนที่ทำงานกลางแจ้ง มีการเคลื่อนไหวร่างกายตลอดเวลา นักกีฬา ความต้องการพลังงานของร่างกายอยู่ในระดับสูงมากคือ 2,200 - 2,600 กิโลแคลอรี่

อาหารที่ควรรับประทานคือ
อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ได้แก่ ข้าวซ้อมมือหรือ ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ธัญพืชต่าง ๆ ข้าวโอ๊ต ข้าวโพดต้ม มันฝรั่งอบ

อาหารที่ต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ เนื้อปลาทะเล ผักตระกูลกะหล่ำ ผลไม้ที่มีรสไม่หวานมาก เช่น ส้ม ฝรั่ง สาลี่ สตรอว์เบอร์รี่ และควรดื่มน้ำวันละไม่ต่ำกว่า 2 ลิตร

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง คือ อาหารที่เป็นอันตรายต่อหัวใจ ได้แก่ อาหารที่มีไขมันและ คอเลสเตอรอลสูง อาหารรสเค็ม

วิธีคำนวณหาน้ำหนักมาตรฐาน

สาว ๆ หลายคนคงจะกังวลกับรูปร่างของตัวเองว่า เอ๊ะ! เราอวบไปไหม เราอ้วนไปแล้วหรือเปล่า การจะดูว่ารูปร่างของคุณอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่นั้น นอกจากจะดูที่ส่วนสูงและน้ำหนักแล้ว ยังต้องดูที่โครงสร้างของร่างกายโดยรวมประกอบไปด้วย ซึ่งมีวิธีคำนวณดั้งนี้ค่ะ นั่นคือการใช้ขนาดของข้อมือเป็นเกณฑ์วัด

เกณฑ์วัดสำหรับผู้หญิงนะคะ ถ้าอยากรู้ว่าคุณเป็นคนโครงสร้างของร่างกาย ใหญ่ กลาง เล็กนั้น นิยมวัดรอบข้อมือ โดยใช้สายวัดหรือ ตลับเมตรนั่นแหละค่ะ

โครงสร้างเล็ก รอบข้อมือ = 5 - 5.5 นิ้ว
โครงสร้างปานกลาง รอบข้อมือ = 5.5 - 6 นิ้ว
โครงสร้างใหญ่ รอบข้อมือ = 6 - 6.5 นิ้ว

ทีนี้สาวๆ รู้แล้วใช่ไหมค่ะ ว่าตัวเองมีโครงสร้างแบบใด

รสชาติของอาหารต่อร่างกาย

ลิ้นของคนเรามีตุ่มรับรสอยู่ 5 รส คือ หวาน เค็ม เปรี้ยว ขม เผ็ด ซึ่งรส
ทั้งห้านี้แต่ละรสนี้ก็ยังมีความสำคัญต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายต่างกัน
ไปด้วย

* อาหารรสหวาน ความหวานนี้ได้จากน้ำผึ้ง หรือผลไม้ต่าง ๆ นั้นมีประ
โยชน์ต่อระบบย่อย การทำงานของม้าม และช่วยเสริมการทำงานของระ
บบไหลเวียนโลหิต แต่ถ้ากินหวานมากเกินไป โดยเฉพาะของหวานอย่าง
เบเกอรี่ หรือลูกกวาด ก็จะทำให้อ้วนและเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน

* อาหารรสเค็ม ความเค็มที่มีประโยชน์คือ ความเค็มที่ได้รับจากการกิน
อาหาร ที่มีส่วนผสมของเกลืออยู่อย่างพอเหมาะ จะช่วยให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ
ในร่างกายกักเก็บน้ำไว้ได้ดีขึ้น และทำให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารได้ดี แต่
ถ้ากินเค็มมากเกินไปก็จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคไตได้

* อาหารรสเปรี้ยว การกินผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะนาว ฝรั่ง ส้ม จะทำให้
ร่างกายได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอ จึงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกัน
โรคหวัด หรือต่อสู้กับไวรัสที่เข้ามาทำร้ายสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีประ
โยชน์ต่อตับและถุงน้ำดี ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น แต่การกิน
เปรี้ยวมากไปก็อาจมีผลทำให้กระเพาะอาหารระคายเคือง หรือเป็นแผลได้

* อาหารรสขม รสขมจากพืชผัก สมุนไพรอย่าง คะน้า กวางตุ้ง ฟ้าทลาย
โจร มีประโยชน์ต่อหัวใจ ช่วยในการทำงานของระบบย่อย และดูดซึมสาร
อาหาร รวมไปถึงระบบการขับถ่ายของเสีย นอกจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระ
ที่อุดมอยู่ในผักใบเขียว ยังช่วยบำรุงสมองให้มีความจำที่ดี และป้องกัน
โรคมะเร็งลำไส้

* อาหารรสเผ็ด สมุนไพรอาทิ พริก กระเทียม พริกไทย ขิง จะช่วยกระตุ้น
ให้เจริญอาหาร ขับสารพิษ และช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตคล่องตัวขึ้น
แต่การกินพริกมากเกินไปอาจสร้างความระคายเคืองให้กระเพาะอาหารได้
ส่วนการกินกระเทียมในปริมาณมาก ๆ ก็อาจส่งผลกลับกัน จากที่ช่วยย่อย
ก็อาจจะทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อแทน

วิธีระงับความเหนื่อยล้า

วิธีระงับความรู้สึกเหนื่อยล้าของร่างกาย
1. ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ขึ้นไปเพราะการดื่มน้ำ
สามารถให้พลังงานกับร่างกายได้ด้วย เนื่องจากร่างกายจะพยายาม
ปรับตัวทำงานให้หนักขึ้น เพื่อให้ได้น้ำมาใช้ในกระบวนการเผาพลาญ
ผลิตพลังงาน

2. รับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้อิ่มพอดี หรือแบ่งอาหารออก
เป็นมื้อย่อย ๆ ปริมาณน้อยแต่เพิ่มจำนวนมื้อ เพราะหากกินอาหารเข้า
ไปเยอะ ๆ จนเกินอิ่ม มักจะมีอาการง่วงซึม และเชื่องช้าตามมาหลังรับ
ประทานอาหารเสร็จ เพราะร่างกายใช้พลังงานไปในการย่อยอาหาร
จนหมด ไม่เหลือให้ได้ทำกิจกรรมอย่างอื่นนั่นเอง

3. หายใจลึก ๆ ใช้สมาธิจดจ่อกับลมหายใจ เข้า-ออก ติดต่อกันประ
มาณ 2 นาที จะช่วยให้ผ่อนคลายจากอารมณ์เหน็ดเหนื่อย วิตกกังวล
เศร้าใจ เสียใจ หรือความโกรธได้

4. ออกกำลังกายให้มากขึ้น การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายสร้าง
สารเอ็นดอร์ฟินขึ้นมาในสมองโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกเป็น
สุข ช่วยคลายความเหนื่อล้า อ่อนเพลียได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้นอนหลับ
ได้สนิท และตื่นมาพร้อมกับความสดชื่น สดใส

ประโยชน์ของงา


"งา" ธัญพืชจิ๋วแต่เจ๋งที่อุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมาย โดยงา
จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ งาขาว และงาดำ ซึ่งมีประโยชน์และสรรพคุณ
ทางยาต่อร่างกายด้วยกันทั้ง 2 แบบ นอกจากนี้ น้ำมันงาที่ใช้สำหรับปรุง
อาหารยังมีกลิ่นหอม และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีประโยชน์ต่อหลอด
เลือด และหัวใจ

ประโยชน์ของงามีดังนี้


- น้ำมันที่ได้จากเมล็ดงา มีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวสูง ทั้งกรดไขมัน
โอเมกา-3 และกรดไขมันโอเมกา-6 ที่มีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอ
รอล จึงช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ ทำให้ระ
บบการสูบฉีดเลือดภายในหัวใจแข็งแรง และยังมีกรดไขมันไลโนเลอิก
ที่ช่วยทำให้ผมดกดำ บำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้นอีกด้วย

- งามีแคลเซียมมากกว่านมวัวถึง 6 เท่าทั้งยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก
แมกนีเซียม สังกะสี ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และทองแดง และมีวิตา
มินบีชนิดต่าง ๆ ซึ่งดีต่อระบบประสาท ช่วยทำให้นอนหลับง่าย บำรุง
ร่างกายให้กระฉับกระเฉง และมีวิตามินอี ซึ่งเป็นแอนตีออกซิแดนต์
ช่วยต้านมะเร็งต่าง ๆ

- วิตามินบีคอมเพล็กซ์ หรือที่เรียกกันว่าวิตามินบีรวม ที่อยู่ภายในเมล็ด
งา ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา บำรุงกระดูก นอกจากนี้ใยอาหารที่ได้จาก
การรับประทานงายังป้องกันอาการท้องผูก และช่วยบรรเทาอาการริดสี
ดวงทวาร

- น้ำมันงาดิบ นำมาใช้นวดตัวในตอนเช้าก่อนอาบน้ำ จะช่วยปรับระบบ
ประสาท และระดับฮอร์โมน ให้เข้าสู่ภาวะสมดุล ช่วยคลายเครียด ทำ
ให้จิตใจสงบ บรรเทาอาการปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการ
ปวดเข่าเคล็ดขัดยอก และบำรุงผิวพรรณไม่ให้เหี่ยวย่น

รักษาสิวแบบชีวจิต

การรักษาสิวด้วยตนเองในแบบชีวจิต มีข้อปฏิบัติดังนี้ค่ะ

1. ปรับอาหารการกินให้ถูกต้อง ไม่ควรรับประทานอาหารประเภท
แป้ง และน้ำตาล รวมทั้งอาหารมัน ๆ และของทอด มากเกินไปแต่
ควรหันมารับประทานผักและผลไม้ให้มาก และเลือกรับประทานอา
หารที่มีแร่ธาตุสังกะสี ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต และอาหาร
ทะเล เพื่อช่วยลดการอักเสบของสิว และทำให้แผลเป็นหายเร็วขึ้น
ที่สำคัญควรดื่มน้ำมาก ๆ วันละ 2 ลิตร

2. ดีท็อกซ์ เพราะการเป็นสิวแสดงว่าร่างกายมีการสะสมสารพิษ
เกิดขึ้น การอบไอน้ำหรือซาวน่า การดื่มน้ำผักผลไม้คั้นสด หรือการ
รับประทานแต่ผลไม้ใน 1 วัน จะช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายได้

3. ออกกำลังกายจนเหงื่อออก จะช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนดี ทำ
ให้ต่อมไขมันเปิด ช่วยให้หัวสิวยุบ และล้างหน้าให้สะอาดเสมอวัน
ละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น

4. ทำจิตใจให้สงบ มีอารมณ์สดใส แจ่มใส ความผ่อนคลายนี้จะ
ช่วยให้การไหลเวียนของเลือด และน้ำเหลือง รวมทั้งทำให้เม็ดเลือด
ขาวในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น

ผักและ ผลไม้ไทย ต้านโรค

นิสัยอย่างหนึ่งของคนเมืองคือ การบริโภคยาปฏิชีวนะ ทั้งที่จริงแล้ว
ผลไม้ไทย พืชผัก สมุนไพรไทยเรานี่แหละ ถือเป็นยาสามัญประจำ
บ้านที่ดีต่อสุขภาพ และต้านโรคภัยได้สารพัด

- โรคมะเร็ง แนะนำให้ทานกระเทียม และผักจำพวกหอม ซึ่งอุดม
ด้วยซัลเฟอร์ช่วยต้านเซลล์มะเร็งไม่ให้เติบโตในร่างกาย ขณะผัก
จำพวกกะหล่ำปลีมีสารต้านมะเร็งในลำไส้ และช่วยต้านมะเร็งต่อม
ลูกหมาก เช่นเดียวกับขมิ้นขาว และขมิ้นชัน

- โรคเบาหวาน ผักที่มีฤทธิ์ต้านเบาหวาน ได้แก่ ฟักทอง ที่นอก
จากจะช่วยป้องกันเบาหวานแล้ว ยังป้องกันมะเร็งในปอด และช่วย
ควบคุมน้ำตาลในเลือด และผลดิบของตำลึงหากนำมาปรุงเป็นอา
หารก็จะช่วย รักษาเบาหวานได้ นอกจากนี้ยังมี ผักบุ้ง มะระขี้นก
และมะรุม ที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคเบาหวานด้วยเช่นกัน

- โรคอ้วน การเลือกทานสมุนไพรเพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญพลัง
งานในร่างกาย คือทานแมงลักเพื่อช่วยดูดซึมน้ำตาลในเลือดทำให้
ขับถ่ายสะดวก และลดน้ำหนักได้ ส่วนกระเจี๊ยบมอญที่เอาไว้จิ้มกับ
น้ำพริกช่วยลดความดันโลหิต และเป็นยาระบายชั้นดี การดื่มน้ำแตง
โมปั่นยังช่วยล้างไขมันในลำไส้และกระเพาะอาหาร มะละกอและ
มะม่วงสุกก็ช่วยระบายของเสียภายในได้ดี

- โรคภูมิแพ้ โดยสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณต้านโรคภูมิแพ้ก็คือ
กะหล่ำดอก ที่ช่วยบำรุงภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และยังป้องกันมะเร็ง
เต้านมในผู้หญิงได้ด้วย ขณะที่ขึ้นฉ่ายมีสรรพคุณช่วยให้เจริญอา
หาร เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย บำรุงไตให้แข็งแรง

- อาการท้องผูก งาดำและงาขาวมีสรรพคุณแก้ท้องผูก ทำให้ลำ
ไส้ชุ่มชื้น ลดกรดในกระเพาะอาหาร บำรุงตับและไต รักษาอาการ
เคล็ดขัดยอก บำรุงรากผมและผิว ช่วยให้นอนหลับได้ดี

นอกจากนี้ก็ยังมีน้ำสมุนไพรที่มีสรรพคุณต่าง ๆ ดังนี้ค่ะ

1. น้ำใบบัวบก น้ำใบบัวบกมีวิตามินเอสูงมาก เหมาะสำหรับคนที่
ใช้สายตาทำงานหนักอยู่เป็นประจำ และยังมีแคลเซียม และวิตามิน
บี 1 สูงกว่าผักชนิดอื่นอีกด้วย ถ้าดื่มทุกวันเป็นเวลา 1 สัปดาห์จะ
ช่วยลดความดันโลหิตได้ รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ทำให้เลือด
แข็งตัวเร็ว และช่วยขับปัสสาวะ

2. น้ำว่านหาลจระเข้ ประโยชน์ของว่านหางจระเข้อยู่ที่วุ้น ซึ่งหาก
นำไปทาก็จะช่วยสมานแผลทำให้แผลหายเร็ว ช่วยเร่งการเจริญเติบ
โตของเซลล์ที่อยู่รอบๆ แผล หรือถ้าเอาไปคั้นดื่มก็จะช่วยบำรุงร่าง
กายทำให้หายอ่อนเพลีย ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ

3. น้ำลูกเดือย เป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยฟอสฟอรัส จึงช่วยบำ
รุงกระดูกได้ดี เหมาะสำหรับเด็กกำลังเจริญเติบโต นอกจากนี้ยังมี
วิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา ช่วยให้เจริญอาหาร ขับปัสสาวะ แก้
ร้อนใน บำรุงไต กระเพาะอาหารและม้าม แก้คลื่นไส้อาเจียน และ
โรคท้องร่วงได้ ทั้งยังเหมาะต่อการเป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยที่กำลัง
พักฟื้น

4. น้ำขิง อุดมไปด้วยแคลเซียมที่บำรุงกระดูก และฟัน สารเบตาเค
โรทีน ในน้ำขิงสามารถช่วยต้านมะเร็งได้ และยังมีคุรสมบัติเป็นยา
แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเสมหะ ลดการจับตัวของลิ่มเลือด ช่วยเพิ่ม
การหลั่งน้ำดี และน้ำย่อย ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

5. น้ำถั่วแดง มีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ
แก้ลมพิษ ดีซ่าน บวมน้ำ เหน็บชา บรรเทาอาการปวดข้อและบวม กำ
จัดหนอง แก้อาหารเป็นพิษ รักษาอาการลำไส้อักเสบ และช่วยบำรุง
ร่างกาย

อาหารล้างพิษ DETOX FOOD


SUPER DETOX FOOD
อาหารล้างพิษ คนโบราณหรือนักโภชนาการมักกล่าวว่า อาหารเป็น
ยาที่วิเศษที่สุด ยิ่งถ้าคุณได้ทราบว่าอาหารชนิดใดบ้างที่สามารถช่วย
ล้างพิษในร่างกายให้คุณได้แล้วล่ะก็รับรองว่าสุขภาพดีมาจากภายใน
จะไปไหนเสีย เพราะอาหารเหล่านั้นเป็นอาหารที่หาได้ง่ายแถมราคา
ไม่แพงอีกต่างหาก

- หัวหอม ประกอบไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด และมีสาร
ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยทำความสะอาดเลือด ช่วยลดระดับคอเลส
เตอรอล LD ตัวการที่ก่อให้เกิดดรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยให้ระบบ
ทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น ช่วยรักษาโรคหอบ โรคทางเดินหายใจ
โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือช่วยรักษาโรคเบาหวานได้ โดยเอนไซม์
ในหัวหอมจะซึมเข้าสู่กระแสเลือดทำให้ระดับน้ำตาลคงที่

- มะนาว ถือเป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามิน
ซีสูง น้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่น แล้วดื่มตอนเช้าหลังตื่น
นอน จะช่วยล้างพิษในลำไส้ กระตุ้นระบบขับถ่าย และทำให้เลือด
สะอาดขึ้น แต่ถ้านำมะนาวสดผสมกับโยเกิร์ตและน้ำผึ้ง ก็จะเป็นอา
หารที่ช่วยลดไขมัน และป้องกันอาการท้องผูกได้ดีอีกด้วย

- กระเจี๊ยบ น้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดเลือดขจัด
แบคทีเรีย และไวรัสออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้ยัง
ช่วยบำรุงระบบไหลเวียนเลือดให้ทำงานดีขึ้น ผิวพรรณจึงดูเปล่ง
ปลั่งสดใส

- ทับทิม การดื่มน้ำทับทิมสามารถลดการอักเสบ และลดความปวด
ได้ เนื่องจากทับทิมมีสารเคมีชนิดเดียวกับแอสไพริน นอกจากนี้ยัง
ช่วยล้างพิษ และลดการติดเชื้อของเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ขณะ
เดียวกันยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยให้ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย
ได้ดี

- ขึ้นฉ่าย ช่วยทำความสะอาดลำไส้ ช่วยลดระดับความดันโลหิต
ขึ้นฉ่ายยังประกอบไปด้วยสารต้านการเกิดมะเร็ง และสารที่ช่วยขับ
ของเสียจากบุหรี่ในคนที่สูบบุหรี่ หรือผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ด้วย

- แครอท อุดมด้วยสารอัลฟา และเบตาแคโรทีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง
ของวิตามินเอ และถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม ช่วยปก
ป้องร่างกายจากสารพิษต่าง ๆ และยังช่วยบำรุงระบบทางเดินประ
สาททั่วร่างกาย รวมทั้งบำรุงสายตา ผิวหนัง สารต้านอนุมูลอิสระใน
แครอทช่วยลดการเกิดมะเร็ง และช่วยให้ระบบทางเดินหายใจ และ
หัวใจแข็งแรง

- มะเขือพวง เนื่องจากมะเขือพวงเต็มไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งสามารถ
ช่วยดูดซึมไขมันในอาหาร โดยเฉพาะช่วยดักจับไขมันอิ่มตัว และ
ขับออกจากร่างกายทางระบบขับถ่าย ทั้งยังมีวิตามินซี และสารต้าน
อนุมูลอิสระสูง จึงช่วยขจัดของเสียออกจากระบบทางเดินอาหาร
ได้เร็วขึ้น และลดการสะสมของไขมันในร่างกายได้อีกด้วย

- ส้มโอ สารเพกตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ประเภทหนึ่งในส้มโอ สามารถ
ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ก่อนที่จะจับตัวเป็นก้อน
ไปขวางทางเดินในหลอดเลือด สามารถช่วยป้องกันอาการหวัด
และบำรุงเลือด ส่วนวิตามินซีนั้นช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็งโดย
เฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งตับอ่อน

- กระเทียม มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับและฆ่าพยาธิ
ในทางเดินอาหารทำความสะอาดเลือด และระบบลำไส้ ทำให้เส้น
เลือดมีความยืดหยุ่น และลดแรงดันโลหิตนอกจากนี้ยังช่วยต่อต้าน
การเกิดมะเร็ง และทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น

- บลูเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์สูงมากชนิดหนึ่ง
และ ในบลูเบอร์รี่ยังมีแอสไพรินตามธรรมชาติ และช่วยลดอาการ
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้ นอกจากนี้วิตามินซีที่มีในบลูเบอร์รี่จะเข้า
ไปขัดขวางแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ ส่งผลให้ลดการติดเชื้อ
ทางเดินปัสสาวะ และมีสารกลูตาไธโอนยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้
ขาวใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติด้วย

- มะเขือเทศ ในมะเขือเทศมีสารไลโคปีนซึ่งจัดเป็นสารแคโรที-
นอยด์ชนิดเดียวกันกับ แครอท ฟักทอง บร็อกโคลี ซึ่งมีสารช่วยต้าน
การเกิดอนุมุลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ชรา ป้องกันโรคอัลไซเมอร์

- กะหล่ำ ทั้งกะหล่ำปลี กำหล่ำดอก เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
ที่ช่วยต่อต้านเซลล์มะเร็งในร่างกายและ ยังช่วยตับขับฮอร์โมนที่
ต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ในร่างกายที่ผลิตออกมามากเกินไป และยังช่วย
ทำความสะอาดลำไส้ และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น

- บีทรูต ประกอบไปด้วยไฟโรเคมีคอล วิตามิน และเกลือแร่หลาย
ชนิด มีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อโรคทำ ความสะอาดเลือด ทำความสะ
อาดตับ และระบบน้ำเหลือง อีกทั้งยังมีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยเสริม
ให้ร่างกายรับออกซิเจนได้มากขึ้น จึงช่วยกำจัดของเสียได้ง่ายและ
เร็วขึ้น นอกจากนี้บีทรูตยังช่วยปรับระดับกรด-ด่าง ในเลือดให้สม-
ดุลด้วย

- อะโวคาโด ในอะโวคาโดมีสารกลูตาไธโอนที่สามารถช่วยลดคอ
เลสเตอรอล และป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน ทำให้หลอดเลือดมี
ความยืดหยุ่น ทั้งช่วยดักจับสารพิษที่เป็นตัวก่อมะเร็งกว่า 30 ชนิด
ขณะเดียวกันก็ช่วยตับขจัดของเสียจำพวกสารเคมีและโลหะหนักได้

- ตำลึง มีคุณสมบัติช่วยผลิตน้ำดีที่จะทำให้ลำไส้ขับสารพิษออก
จากร่างกายได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ตับสลายไขมันในร่างกาย
ออกไปอย่างง่ายดายด้วย

- แอปเปิ้ล ทั้งแอปเปิ้ลแดง เขียว หรือทอง ประกอบไปด้วยสาร-
เพกตินในปริมาณสูง ซึ่งเพกตินเป็นไฟเบอร์ชนิดหนึ่งที่ช่วยจับคอ-
เลสเตอรอล และโลหะหนักในร่างกายที่ปะปนมากับอาหาร เช่น สาร
ปรอท ตะกั่ว ที่มีฤทธิ์ทำลายเซลล์สมอง นอกจากนี้ยังช่วยต่อต้าน
โรคมะเร็ง ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสในร่างกายลงได้

- อัลมอนด์ เป็นถั่วที่มีใยอาหารสูง มีแคลเซียม และโปรตีนที่ดีต่อ
ร่างกาย แม้จะมีไขมันแต่ก็เป็นไขมันที่ดี และจำเป็นต่อการทำงาน
ของหัวใจ และเซลล์สมอง ทั้งยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ให้สมดุล

- กล้วย มีคุณสมบัติช่วยบำรุง และสร้างความแข็งแรงแก่กระเพาะ
อาหาร ทำให้มีประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร ในขณะเดียวกันก็ให้
เกลือแร่ เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โดยจะช่วยควบคุมระดับของ
เหลวในร่างกาย ช่วยขับของเหลว หรือสารพิษส่วนเกินออกจากร่าง
กาย การกินกล้วยเป็นประจำจะช่วยป้องกันอาการท้องผูก ทำให้ระ-
บบขับถ่ายเป็นปกติ

- พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วขาว ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ผู้ที่
กินถั่วเป็นประจำมีระดับคอเรสเตอรอลน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้กิน และลด
อัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้ดี พืชตระกูลถั่วยังมีไฟเบอร์
สูงซึ่งช่วยทำความสะอาดลำไส้ ลดการสะสมของสารพิษในลำไส้
และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ อีกทั้งยังช่วยป้องกัน
การเกิดมะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยค่ะ

วิธีล้างสารพิษ

อาการเตือน ได้เวลาล้างสารพิษ
- ปวดศรีษะบ่อย ขี้หงุดหงิด เวียนศรีษะ
- อ่อนเพลีย ง่วงนอน ขี้หลงขี้ลืม
- ปวดเมื่อยตามร่างกาย
- ระบบเผาผลาญทำงานน้อย ทำให้อ้วน หรือมีผุง
- ผิวพรรณหมองคล้ำ หยาบกร้าน มีสิวเสี้ยน
- ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก ริดสีดวงทวาร
- เหนื่อยง่าย มีกลิ่นปาก ปากเปื่อย มีกลิ่นตัวแรง
- อาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษได้ง่าย


การล้างพิษด้วยน้ำ - โดยการดื่มน้ำเปล่าในตอนเช้าหลังตื่นนอน
หรือการดื่มน้ำสมุนไพรอุ่นๆ ทั้งวันแทนการดื่มน้ำที่ไม่มีประโยชน์
เช่น น้ำอัดลม กาแฟ เครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล หรือเครื่องดื่มที่มี
แอลกอฮอล์

การทำดีท็อกซ์ด้วยการสวนทวาร - โดยใช้การสวนกาแฟ เพื่อ
ให้สารคาเฟอีนดูดซึมผ่านเส้นเลือดดำที่ลำไส้ใหญ่ไปกระตุ้นตับ
ให้สลายสารพิษ แต่ในปัจจุบัน แพทย์ไม่แนะนำ เนื่องจากการล้าง
ฉีดจากปลายลำไส้ขึ้นสู่ข้างบนทำให้สิ่งสกปรกไปอุดตันอยู่ภายใน
ลำไส้มากขึ้นกว่าเดิม

การดีท็อกซ์ด้วยใยอาหาร หรือไฟเบอร์ - คุณสมบัติของไฟ
เบอร์ เมื่อละลายน้ำจะมีลักษณะเป็นเจล เมื่อดื่มเข้าไป ไฟเบอร์
เหล่านั้นก็จะเข้าไปจับตัวกับกากสารพิษที่เกาะตัวตามผนังลำไส้
และนำพาสารพิษเหล่านั้นออกมาพร้อมกับการขับถ่าย ทำให้สา-
มารถกวาดล้างสารพิษให้ออกจากร่างกายได้ และวิธีนี้มีประสิทธิ-
ภาพ และปลอดภัยกว่าวิธีสวนทวารค่ะ

ประโยชน์ของกะหล่ำปลี



ทราบกันหรือไม่ค่ะว่า กะหล่ำปลีหัวสีเขียว ๆ ม่วง ๆ นั้น มีคุณค่าแก่
การรับประทานมากแค่ไหน แล้วคุณจะหลงรักและอยากรับประทาน
ขึ้นมาทันทีแน่ ๆ

1. ช่วยลดความอ้วน ล่าสุดมีงานวิจัยออกมาว่ากะหล่ำปลีมีกรด
ทาร์ทาริก ช่วยยับยั้งขัดขวางไม่ให้น้ำตาลและแป้งไปเป็นไขมันสะ
สมในร่างกาย จึงช่วยลดคอเลสเตอรอลได้

2. เสริมสร้างภุมิคุ้มกัน ในกะหล่ำปลีมีวิตามินซีสูง ทำให้หวัดหาย
เร็ว ฟันและเหงือกแข็งแรง ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ซึ่ง
การนึ่ง อบ หรือผัด จะช่วยคงคุณค่าสารอาหารในกะหล่ำไว้ได้ดีที่สุด

3. บำรุงกระดูกและฟัน กะหล่ำปลีอุดมไปด้วยแคลเซียม และฟอส
ฟอรัส ซึ่งดีต่อรางกายในการเสริมสร้างกระดูกในเด็กและคนชรา

4. ลดความเสี่ยงจากมะเร็งลำไส้ การรับประทานกะหล่ำปลีใน
แบบสุก หรือแบบดิบก็ได้ประมาณ 2 ครั้งต่อสัปดาห์จะช่วยลดโอ
กาสการเป็นมะเร็งลำไส้ในผู้ชายลงถึงร้อยละ 66 และหากทานกำ
หล่ำปลีปรุงสุก วันละ 2 ช้อนโต๊ะ ก็จะช่วยป้องกันมะเร็งช่องท้อง
ได้เช่นกัน

5. ช่วยย่อยอาหารและล้างพิษ เนื่องจากในกำหล่ำปลีมีใยอา
หารอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ จึงช่วยย่อยอาหาร ลดระดับคอเลส
เตอรอลในเลือด กระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ทำให้ระบบขับ
ถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. ทำให้นอนหลับสบาย สารซัลเฟอร์ในกำหล่ำปลีมีสรรพคุณ
ช่วยระงับประสาท ทำให้รุ้สึกผ่อนคลายความตึงเครียด จึงทำให้
นอนหลับดีขึ้น วิธีรับประทานคือ การนำกะหล่ำปลีไปคั้นสด ๆ แล้ว
ดื่ม

7. รักษาแผลในกระเพาะอาหาร กะหล่ำปลีมีสารต้านการอักเสบ
ของแผลในกระเพาะและลำไส้ตามธรรมชาติ ช่วยกระตุ้นเซลล์เยื่อ
บุกระเพาะและลำไส้ให้สร้างน้ำคัดหลั่งเคลือบผิวทางเดินอาหาร จึง
ป้องกันไม่ให้เิกิดแผลจากกรดในกระเพาะอาหารได้

8. บรรเทาอาการปวดตึงคัดเต้านม การนำกะหล่ำปลีมาประคบ
เต้านมโดยลอกกะหล่ำปลีออกเป็นใบ แล้วนำมาประคบที่เต้านมข้าง
ละใบ ใช้ผ้าพันทิ้งไว้ 20 นาที โดยไม่ต้องนวดคลึงอาการปวดบวม
คัดตึงจะหายไป

เทคนิคการพรางสิว

วิธีการพรางสิว หรือ เทคนิคการพรางสิวได้อย่างแนบเนียน
1. ทำความสะอาดใบหน้า ซับให้แห้ง ลูบไล้มอยเจอร์ไรเซอร์เบาๆ
ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้สักครู่ให้เนื้อครีมซึมซาบเข้าสู่ผิว

2. ทารองพื้นบาง ๆ ให้ทั่วใบหน้า หรือทาเฉพาะบางจุดที่ต้องการ
ปกปิดเป็นพิเศษ

3. ใช้คอนซีลเลอร์สีเขียว ชนิดครีมแต้มเบา ๆ เพียงเล็กน้อยที่รอย
สิว เพื่อลบรอยแดงจากสิวอักเสบให้จางลง

4. แต้มคอนซีลเลอร์สีเนื้อ ที่โทนสีใกล้เคียงกับสีผิวหน้ามากที่สุด
ที่รอยสิวบาง ๆ อีกครั้ง

5. ทาแป้งฝุ่นทับ ปัดให้กลมกลืนทั้งใบหน้า

6. แต่งหน้าเพิ่มสีสันได้ตามต้องการ

แค่นี้สาว ๆ ก็ได้ผิวหน้าที่เนียนใส ไร้ที่ติแล้วล่ะค่ะ

สิวที่ไม่ใช่สิว

สิวที่ไม่ใช่สิว คือสิวที่เรียกชื่อผิด ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับต่อมไขมัน
หรือดูเหมือนสิวแต่ไม่ใช่สิว ได้แก่
- สิวหิน เป็นเม็ดแบน ๆ รูปร่างหลายเหลี่ยมอยู่ใต้ตา ที่จริงแล้วไม่
ใช่สิว แต่เป็นเนื้องอกซึ่งเจริญจากท่อเหงื่อ

- เนื้องอกของต่อมไขมัน ไม่ใช่เนื้องอกร้ายแรง มีลักษณะคล้าย
สิวแต่รูปร่างไม่กลม มองเห็นได้ว่าข้างในมีไขมันอยู่บ้าง

- หูดข้าวสุก มักปรากฏในเด็กทั้งบนใบหน้าและส่วนอื่นของร่าง
กายเหมือนข้าวสุกฝังอยู่ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง

- สิวข้าวสาร ไม่ใช่สิวแต่มีลักษณะเหมือนสิว มีอาการอุดตันเป็น
ซีสต์ตื้น ๆ อยู่ในชั้นบนผิว โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับต่อมไขมัน

รองพื้นแล้วเป็นสิว

เครื่องสำอางถูกพูดถึงบ่อย ๆ ว่าใช้แล้วสิวขึ้น ซึ่งถูกบางส่วนคือมี
โอกาสเิกิดสิวได้จริง แต่เป็นบางกรณี เพราะแต่ละคนมีปฏิกิริยากับ
สารต่างกัน ชื่อสารที่อาจก่อให้เกิดสิวอุดตัน มีดังนี้
Butyl Stearate
Corn Oil

Decyl Oleate

Lsopropyl myristate

Lsopropyl palminate

Lanolin acetylated

Laureth-4

Myristyl ether propinoate

Myristyl myristte

Oleyl alcohol

Oleyl pamitate

Peanut Oil

Propylene glycol stearate

Sanflower Oil

Sodium lauryl sulfate

Cocoa butter

D&C red dyes

Lsopropyl lsosterate
Lsostearyl neopentanate

Lsocetyl stearate

Linseed Oil

Mineral Oil

Myristyl lactate

Oleic acid

Olive Oil

Octyl stearate

Petrolatum

Methy oleate

Sesame oil

Stearic acid

รองพื้นสูตรต่าง ๆ

รองพื้น (FOUNDATION) จัดอยู่ในประเภทเครื่องสำอางเพื่อ
ประทินโฉม ออกฤทธิ์เฉพาะชั้นขี้ไคล แตกต่างไปจากเวชสำอาง
ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มกึ่งยากึ่งเครื่องสำอางโดยจะออกฤทธิ์ต่อผิวหนัง
ตั้งแต่ชั้นขี้ไคลลงไป ดังนั้นจึงควรเลือกใช้อย่างรู้เท่าทันคำโฆษ-
ณาอวดอ้างเกินจริงรองพื้นเป็นเครื่องสำอางที่ใช้ก่อนเครื่องสำ
อางชนิดอื่นๆ จึงมีส่วนสำคัญต่อการเิกิดปฏิกิริยาต่างๆ บนผิวหน้า

สูตรของรองพื้น แบ่งเป็นสูตรต่าง ๆ ดังนี้
สูตรออยล์เบส (OIL BASE) คือ วอเทอร์-อิน-ออยล์ มีตัวทำ
ละลายเป็นน้ำมัน และตัวละลายเป็นน้ำ ดังนั้นน้ำจะน้อยกว่าน้ำมัน
น้ำจะถูกปรุงแต่งด้วยสีที่เข้ากับสีผิวแบบต่าง ๆ ส่วนน้ำมันพวกมิ
เนอรัลออยล์ หรือลาโนลิน ทำให้อนุภาคของเม็ดสีกระจายได้สม่ำ
เสมอและเคลือบผิวได้ดี
ข้อดีคือ ปกปิดรอยด่างดำ หรือแผลเป็นได้ค่อนข้างดี เพิ่มความ
ชุ่มชื่นในผิวแห้ง ติดทน ไม่ถูกชะล้างด้วยเหงื่อ ไม่แห้งเร็วเกินไป
ทำให้เกลี่ยได้ดี
ข้อเสียคือ ไม่เหมาะกับอากาศร้อน และผิวมัน เพราะอาจจะทำให้
เยิ้มได้ เนื้อครีมมักจะข้น มีแนวโน้มจะรบกวนผิวที่กำลังมีปัญหาสิว

สูตรวอเทอร์เบส (WATER BASE) คือ ออยล์อินวอเทอร์ มีน้ำ
มากกว่าน้ำมัน แต่มีส่วนที่เพิ่มคือ อิมัลซิฟายเออร์ เพื่อทำให้น้ำมัน
กับน้ำเข้ากันได้ แต่มีส่วนผสมของน้ำมันน้อยกว่าชนิดแรก จึงทำ
ให้ติดผิวหน้าไม่ทนเท่าชนิดแรก และอาจเกลี่ยได้ยาก เกิดรอยด่าง
ได้ง่าย เหมาะกับผิวธรรมดา หรือผิวที่ไม่แห้งมาก

สูตรออยล์ฟรี (OIL FREE) ไม่ใส่น้ำมัน แต่มีสารเคมีที่ไม่ก่อให้
เกิดอาการแพ้ได้ง่าย เป็นอนุพันธ์ของซิลิโคนชื่อไดเมทธิโคน และ
ไซโคลเมทธิ สารนี้อุ้มน้ำและดูดซับน้ำมันได้ มีคุณสมบัติติดทนพอ
ควร ทำให้เคลือบอยู่บนผิวได้
ข้อดีคือ เนื้อบาง ไม่เหนอะหนะ เหมาะกับผิวหน้าธรรมดาไม่มันมาก
ไม่มีรอยแผลเป็น หรือรอยด่างดำให้ปกปิด
ข้อเสียคือ ติดอยู่บนผิวได้ไม่นาน อาจจะสีตกหรือเป็นรอยด่างได้
เมื่อเวลาเหงื่อออก หรือโดนน้ำ และเกลี่ยยากเพราะเนื้อค่อนข้าง
จะแห้งเร็ว

สูตรวอเทอร์ฟรี (WATER FREE) เป็นรองพื้นที่เนื้อหนักที่สุด
มีส่วนผสมจากน้ำมันต่าง ๆ เช่น น้ำมันจากพืช มิเนอรัลออยล์
ลาโนลิน ผสมกับแว็กซ์ เป็นครีมเนื้อหนักจึงมักอยู่ในบรรจุภัณฑ์
แบบกระปุก
ข้อดีคือ เนื้อติดทน สีไม่ตกไม่ด่าง ปกปิดรอยด่างดำได้ดี เหมาะ
สำหรับผู้ที่ต้องการปกปิดและต้องการให้ติดทนมากที่สุด
ข้อเสียคือ มีเนื้อหนาหนัก ทำความสะอาดยาก

สาว ๆ ควรเลือกใช้ตามวัตถุประสงค์ และตามสภาพผิวนะค่ะ เพื่อ
ผิวหน้าที่เรียบเนียน ไร้ที่ติ จนใคร ๆ ก็เหลียวมอง

วิธีกำจัดสิวให้หน้าใส

วิธีกำจัดสิวให้หมดไปได้หน้าใสกลับคืนมา
- ถ้าเป็นสิวเฉพาะจุด หรือเป็นสิวเล็กน้อยไม่กี่เม็ด ก็รักษาเฉพาะ
จุดก็ได้โดย
วิธีที่ 1 การนำไข่ขาวมาแต้มตรงหัวสิวก่อนนอนทิ้งไว้ทั้งคืนทำ
ทุกวันจนกว่าสิวจะยุบหายไป วิธีนี้จะทำให้สิวยุบตัวได้ภายใน 3
วัน และไม่ทิ้งรอยดำไว้ให้รำคาญใจด้วย

วิธีที่ 2 ตัดเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ปิดไว้บริเวณหัวสิว
แล้วใช้ผ้าก๊อชปิดทับอีกทีก่อนเข้านอน จะช่วยให้สิวยุบตัวเร็วขึ้น

วิธีที่ 3 นำยาสีฟันที่ไม่มีส่วนผสมฟลูโอไลน์มาแต้มบริเวณหัวสิว
จะช่วยให้สิวแห้งเร็ว และลดอาการบวมแดงของสิวได้ แต่ข้อเสีย
คือ ผิวหนังบริเวณรอบ ๆ หัวสิวจะแห้งไปด้วย ดังนั้นจึงควรแต้ม
ให้อยู่ภายในบริเวณหัวสิวนะค่ะ

- ถ้าเป็นสิวเยอะ หรือเป็นทั่วใบหน้า ให้ล้างหน้าให้สะอาด ซับ
ให้แห้ง รวบผมเก็บไว้ให้เรียบร้อย จากนั้นนำสำลีแผ่นชุบไข่ขาว
ที่เตรียมไว้พอหมาด (สำลีควรเป็นสำลีที่ปราศจากสารเรืองแสง
และสี) วางแปะไว้ให้ทั่วใบหน้า เว้นรอบดวงตา ปาก และรูจมูก
รอให้แห้ง ระหว่างนั้นให้ทำหน้านิ่ง ๆ อย่าพูดคุย หรือยิ้ม เพราะ
จะทำให้หน้าเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ หลังจากที่สำลีแห้งแล้วค่อยๆ
ลอกออก สิวและจุกด่างดำบนใบหน้าจะหลุดลอกออกมากับแผ่น
สำลี จากนั้นล้างหน้าด้วยสบู่อ่อน ๆ หรือโฟม แล้วใช้น้ำเย็นล้าง
หน้าอีกทีเพื่อกระชับรูขุมขน เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นแล้วล่ะค่ะ
วิธีนี้สามารถทำได้บ่อยครั้ง หรือ สัปดาห์ละ 2 ครั้งเป็นอย่าง
น้อย นอกจากจะช่วยรักษาสิว รอยด่างดำแล้ว ยังลดการเกิดสิว
และลดความมันบนใบหน้าได้อีกด้วยนะค่ะ

อาการแพ้เครื่องสำอาง

การแพ้เครื่องสำอาง คืออาการอันตรายจากการใช้เครื่องสำอาง
มีหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ชนิด ความเป็นกรด-ด่าง ของ
เครื่องสำอาง รวมทั้งตำแหน่งของการใช้เครื่องสำอางด้วย อาการ
ข้างเคียงหรืออาการแพ้เครื่องสำอางมักมาในรูปแบบเหล่านี้

ระคายเคือง จะปรากฏเป็นอาการแสบ คัน ปวด ร้อนหรือคันยิบ ๆ
เกิดขึ้นเป็นช่วงสั้นๆ ไม่เกิน 10 นาที หลังจากใช้เครื่องสำอาง แต่
ถ้าไม่สัมพัสซ้ำอีกก็สามารถหายได้ เช่น เครื่องสำอางที่ผสม AHA

สิว เิกิดจากสารลาโนลิน ที่มีอยู่ในมอยซ์เจอไรเซอร์ โซเดียมลอ-
ริลซัลเฟตที่มีอยู่ในสบู่ หรือสารสเตียรอยด์

ผิวหนังเปลี่ยนสี เครื่องสำอางบางชนิดใช้แล้วหน้ายิ่งดำ ฝ้าขึ้น
บางชนิดเมื่อถูกแดดจะทำปฏิกิริยาเกิดรอยดำ สารธรรมชาติที่ทำ
ให้เกิดอาการนี้ได้แก่ มะกรูด มะนาว แตงกวา แม้แต่สมุนไพรทา
หน้าต่าง ๆ หรือการใช้สารที่มีไฮโดรควิโนนความเข้มข้นสูง เช่น
น้ำหอม ยาฆ่าเชื้อ สบู่ทั่ว ๆ ไป ก็ทำให้เกิดอาการพวกนี้ได้

ผื่นขาว เิกิดจากยาทาหน้าขาว สบู่แรง ๆ สารระงับกลิ่นที่มีสาร
ปรอท ยาสีฟัน

ลมพิษ ถ้าเป็นน้อยจะเป็นผื่นบวม ถ้าเป็นมากหนังตา และปากจะ
บวม หรือบวมทั้งหน้า สารที่เป็นต้นเหตุอาจเป็นพวก แอลกอฮอล์
น้ำหอม สารกันบูด น้ำยาย้อมผม เมนทอล และสารทำละลายใน
เครื่องสำอาง

ภูมิแพ้ อาการคล้ายคลึงกับกลุ่มระคายเคือง แม้สารที่ใช้ไม่เข้ม
ข้นแต่ถ้าสัมพัสร่างกายก็เกิดปฏิกิริยาขึ้นได้ เช่น น้ำหอม ลาโนลิน
สารกันบูด สารทำละลาย สารกันแดด

เล็บเปลี่ยนแปลง เล็บลอกหลุด ผุกร่อน เปลี่ยนสี เกิดจากน้ำยา
ทาเล็บ และล้างเล็บ

ผมเปลี่ยนแปลง เช่น เส้นผมแห้ง กระด้าง หยาบ เกิดจากน้ำยา
ดัดผม น้ำยายืดผม

สำหรับสาวที่แพ้ง่ายควรเลือกใช้เครื่องสำอางในกลุ่มไฮโปอัล
เลอร์จิก (HYPOALLERGIC) ซึ่งเป็นกลุ่มเครื่องสำอางที่เลี่ยง
การผสมน้ำหอม และสารกันบูดที่พบว่าแพ้ได้บ่อย

คุณสมบัติของ AHA

เอเอชเอ (AHA-ALPHA HYDROXY ACID)
AHA เป็นกรดอินทรีย์กลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มคาร์บ็อกซิลิกเอซิด เดิม
สกัดจากผลไม้ และสารธรรมชาติ จากอ้อย องุ่น แอปเปิ้ล ส้ม
มะนาว นมเปรี้ยว แต่ปัจจุบันสังเคราะห์ได้โดยตรง

คุณสมบัติของสารกลุ่มนี้คือ สามารถละลายน้ำได้ดี ไม่ละลาย
ในไขมัน เพราะฉนั้นจะซึมเข้าโดยตรงที่ผิวหน้า สามารถลดแรง
ยึดเหนี่ยวของเซลล์ชั้นขี้ไคลได้ เป็นการลอกแบบค่อยเป็นค่อย
ไปทำให้ผิวดูใสขึ้น ถ้าใช้ต่อเนื่องจะเพิ่มความหนาของผิวหนัง
กำพร้าเพิ่มความแข็งแรงให้กับหนังแท้ โดยการเพิ่มสารกราวด์-
ซับสแทนต์ ซึ่งเป็นสารที่เสริมความแข็งแรงของหนังแท้ และยัง
ช่วยลดรอยด่างดำ ฝ้า กระ แต่จะไม่มีผลต่อปาน ไฝ และกระลึก
จากผลการวิจัยแพทย์ทั่วไปเห็นด้วยว่า กรณีที่มีคนมารับการทำ
ทรีตเม้นต์ตามคลินิกด้วย AHA แล้วรู้สึกเห็นผลชัดว่าผิวใสขึ้น
นั้นก็เพราะเซลล์ลอกหลุดออก จึงทำให้ผิวดูนุ่มเนียนขึ้น แต่พอ
1 อาทิตย์ก็จะกลับเป็นอย่างเดิมอยู่ดี จึงต้องกลับมาทำบ่อย ๆ

วิธีการใช้ เอเอชเอ (AHA) มีอยู่ 2 วิธี
1. พวกเปอร์เซ็นต์ต่ำ ๆ 4-15% ควรทาเวลาเช้าและเย็น พวกเปอร์
เซ็นต์สูงกว่า 15% ใช้เพื่อทำการลอกผิว อาจใช้เพียงสัปดาห์ละ
1-2 ครั้ง
2. ทรีตเม้นต์ (CHEMICAL PEELING) ซึ่งจะใช้ราว 20-70%
อาจเป็นเจล หรือน้ำก็ได้ จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

อย่างไรก็ตาม การใช้ AHA ให้ได้ผลดีสูงสุดต้องใช้ทั้ง 2 วิธี
ควบคู่กันไป และอีกชื่อที่เกี่ยวพันกับ AHA คือ AFA

เอเอฟเอ (AFA-AMINO FRUIT ACID)
พวกนี้เป็นสารที่มีสูตรโครงสร้างโมเลกุลคล้ายคลึงกับ AHA เข้า
ใจว่าในบ้านเรายังไม่มีการนำมาใช้ แต่ในเร็ววันนี้คงจะมี
ข้อดีของ AFA คือสูตรโครงสร้างโมเลกุลจะเกิดการระคายเคือง
หรือแพ้น้อยเมื่อเทียบกับ AHA นอกจากนั้น AFA ยังทำหน้าที่ให้
ความชุ่มชื่น โดยเป็นมอยซ์เจอไรเซอร์ตามธรรมชาติของผิืวและ
ยังมีฤทธิ์ป้องกันกันเกิดเม็ดสีผิวผิดปกติจากแสงแดดได้อีกด้วย
ตัว AFA สามารถพบได้ในธรรมชาติ มาจากต้นอ่อนของต้นอ้อย
แต่ในต้นไม้ที่เจริญเต็มที่แล้ว พวกนี้จะเปลี่ยนไปเป็น AHA แทน

บีเอชเอ (BHA-BETA HYDROXY ACID)
เป็นตัวที่ใช้ลอกผิวเช่นกัน ได้แก่ กรดซาลิิไซลิก มีคุณสมบัติละ
ลายในไขมันได้ดี ละลายน้ำได้น้อย ใช้ขัดผิวชั้นขี้ไคล ถ้าความ
เข้มข้นสูงใช้รักษาหูดได้ แต่เนื่องจากมีคุณสมบัติละลายในไข
มันได้ดี ดังนั้นจะดูดซึมดีทางรูขุมขน จึงช่วยลดการก่อสิวได้ดี
และข้อดีคือ ระคายเคืองน้อยกว่า AHA

พีเอชเอ (PHA)
โพลีไฮโดรซีแอซิด เนื่องจากพบว่า AHA ผสมในเครื่องสำอาง
ครีมบำรุงผิวแล้วเกิดอาการแพ้ และระคายเคืองบ่อย จึงมีบริษัท
เครื่องสำอางนำสาร PHA มาใช้แทนเพราะมีโมเลกุลที่ใหญ่กว่า
จึงไม่ซึมลึกเกิดการแพ้น้อยกว่าแต่สรรพคุณในด้านดีแบบ AHA
ก็ลดลงด้วยเช่นกัน

สาว ๆ ที่ชอบดูแลผิวสามารถเลือกใช้ได้ตามสภาพผิวของตัวเอง
ได้เลย และที่สำคัญเลือกซื้อจากร้าน หรือสถานที่ ที่เชื่อถือได้นะค่ะ

แสงแดดกับผิว และค่าเอสพีเอฟ

แสงแดดกับผิวสวย และค่าเอสพีเอฟ (SPF)
การปกป้องผิวจากแสงแดดในขั้นพื้นฐานก็คือหลีกเลี่ยงแดดจัด
โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00 น.- 16.00 น. แต่สำหรับชาวเอเชีย
ที่ต้องเจอกับแดดอย่างเลี่ยงไม่ได้นั้น ก็ต้องสู้ด้วยการใช้ครีมกัน
แดดหรือยากันแดด SUNSCREEN หรือ SUNBLOCK แต่มักพบ
ว่ามีผู้มีปัญหาจากการเลือกใช้ครีมกันแดดผิด ๆ โดยหลงเชื่อคำ
โฆษณา

อย่างที่ทราบกันว่าครีมกันแดดจะมีค่าตัวเลข หรือค่า เอส พี เอฟ
(SPF) กำกับอยู่เสมอ และค่า เอสพีเอฟ (SPF) นี้เองเป็นตัวบอก
ถึงความสามารถในการป้องกันแสงแดด ซึ่งมีตั้งแต่ค่าต่ำไปถึงสูง

แต่ค่าเอส พี เอฟ ที่สูงไม่ได้แปลว่าครีมกันแดดนั้นจะดีและเหมาะ
สมกับผิวเราเสมอไป เพราะความจริงแล้ว ยาหรือครีมกันแดดที่มี
ค่า SPF 16 ก็สามารถกันแดดได้ถึง 95% ซึ่งมากพอสมควรแล้ว
ส่วนค่า SPF 30 กันได้เพิ่มขึ้นอีกเพียง 2% คือ 97% และค่า
SPF 60 ก็กันได้เพิ่มอีกแค่ 1.5% คือ 98.5%

ค่าเอส พี เอฟ (SPF) ยังเป็นการวัดความสามารถในการป้อง
กันการไหม้แสงแดดโดยรังสียูวีบีเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงการ
ป้องกันรังสียูวีเอ ซึ่งปัจจุบันพบว่า เป็นส่วนสำคัญในการทำให้
เกิดความดำคล้ำของผิวหนัง ฝ้า และรอยเหี่ยวย่นของผิวหนัง
สามารถลงลึกไปทำลายผิวหนังโดยที่ไม่ทำให้ผิวไหม้
(เรียกว่าดำโดยไม่ไหม้)

ดังนั้นควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า เอสพีเอฟ พอสมควรก็พอ
ไม่ต้องตื่นเต้นกับ ค่าเอสพีเอฟสูง ๆ ตามฝรั่งเขาเพราะผิวของ
เขาบางกว่า และขาวกว่าเรามากเขาเลยต้องใช้ค่าเอสพีเอฟที่
สูงกว่าเราเพื่อป้องกันมะเร็งผิวหนัง

และครีมกันแดดก็มีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย และก่อ
ให้เกิดสิวอุดตันได้ง่ายเช่นกัน

ปัจจุบันได้มีการคิดค้นยากันแดดที่มีคุณสมบัติกันรังสียูวีเอได้
ตลอดช่วงคลื่น ที่กำลังนิยมได้แก่ สารซิงค์ออกไซด์ และ
พาร์ซอล 1789 ซึ่งนิยมนำมาผสมรวมกับสารกันแดดชนิดอื่น ๆ
เพื่อให้กันแดดได้ดีขึ้นทั้งช่วงยูวีเอ และยูวีบี แต่ข้อเสียเสียคือ
เมื่อทาแล้วจะเป็นสีขาว ทำให้ผิววอก ลอย ไม่เป็นธรรมชาติ

ลดริ้วรอยบนใบหน้าด้วยตำลึง


ตำลึง มีคุณสมบัติพิเศษ คือ ประกอบด้วยวิตามินเอ และเบต้าแค
โรทีนสูง ซึ่งช่วยบำรุงและสมานผิว เช่น ลดการระคายเคือง ลดอา
การคัน อักเสบ และกำจัดกลิ่นตัวได้ดี นอกจากนี้แล้ว
ตำลึง มีสรรพคุณช่วยให้ผิวหน้าเต่งตึง และช่วยลดริ้วรอยได้ แต่
จะเห็นผลได้ก็ต้องทำเป็นประจำนะค่ะ เพราะไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ

ส่วนผสม
ยอดตำลึง 1 ยอดอ่อน (ยาวประมาณ 1คืบ) น้ำผึ้งแท้
1-2 ช้อนชา

วิธีทำ ล้างยอดตำลึงให้สะอาด บดยอดอ่อนตำลึงให้ละเอียด
(ทั้งก้าน และใบ) แล้วนำมาผสมกับน้ำผึ้ง คนให้เข้าเป็นเนื้อเดียว
กัน

ประโยชน์ของตังกุย


ตังกุย...มีกลิ่นหอม รสหวานเพ็ด มีฤทธิ์ร้อนเล็กน้อย อุดมด้วยวิ
ตามินบี 1 บี6 บี12 กรดโฟลิก และไบโอติน ช่วยกระตุ้นการไหล
เวียนของโลหิต บำรุงเลือดทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ บรรเทา
อาการปวดประจำเดือน ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง แพทย์จีนโบ
ราณยกให้ตังกุยเป็นสมุนไพรขนานเอกสำหรับสตรี นอกจากนี้ตัง
กุยยังช่วยบรรเทาอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว และเป็นยา
ระบายอ่อนๆ อีกด้วย